ดัชนีราคาข้าว
By admin - Wed Dec 07, 9:00 am
- 0 Comments
- 193 views
- Tweet
ดัชนีราคาข้าวเดือนพฤศจิกายน 2554
และคาดการณ์สถานการณ์ข้าวปี 2555
ราคาข้าวในเดือนธันวาคม 2554 จะยังมีแนวโน้มสูงขึ้น ต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2554 จากปัจจัยหนุนสำคัญ คือ การเกิดอุทกภัยครั้งร้ายแรงในไทย อย่างไรก็ตาม ราคาข้าวส่งออกของไทยไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากการที่อินเดียกลับมาส่งออกข้าวขาวและข้าวนึ่ง โดยเริ่มส่งออกตั้งแต่ไตรมาส 4/54 รวมทั้งปากีสถานก็เพิ่มการส่งออกข้าวด้วยเช่นกัน ทำให้ประเทศผู้ซื้อข้าวหันไปซื้อข้าวจากอินเดียและปากีสถานที่ราคาถูกกว่า ในขณะที่ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าราคารับจำนำ เนื่องจากปัญหาเรื่องจำนวนโรงสีที่เข้าร่วมมาตรการรับจำนำในบางพื้นที่ไม่เพียงพอ ซึ่งยังต้องติดตามการแก้ไขปัญหาในการอนุมัติให้มีการรับจำนำข้ามเขตเพิ่มเติม รวมทั้งการอนุมัติให้มีการรับจำนำปลายข้าว ซึ่งจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจโรงสีให้เข้าร่วมโครงการมากขึ้น และส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกปรับตัวเพิ่มขึ้น
ส่วนราคาส่งออกข้าวของเวียดนามคาดว่ามีแนวโน้มปรับลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมไม่มากนัก
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานดัชนีราคาข้าวในช่วง 9 เดือนแรกปี 2554 และเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2554 แสดงในตารางข้างล่างนี้
|
ดัชนีราคา (2548=100) |
9 เดือนแรกปี 2554 |
เดือนุตลาคม 2554 |
เดือนพฤศจิกายน 2554 |
|||||
|
ดัชนี |
%YoY |
ดัชนี |
%MoM |
%YoY |
ดัชนี |
%MoM |
%YoY |
|
| เกษตรกรขายได้ |
181.43 |
+5.0 |
193.50 |
+1.6 |
+0.9 |
192.39 |
-0.6 |
+3.8 |
| ราคาขายส่งหน้าโรงสี |
177.04 |
+5.5 |
192.19 |
-0.4 |
+12.2 |
194.82 |
+1.4 |
+5.7 |
| ราคาส่งออกข้าวทุกประเภทของไทย |
165.55 |
+11.9 |
185.67 |
+1.2 |
+11.2 |
188.92 |
+1.8 |
-2.2 |
| ราคาส่งออกข้าว5%ของไทย |
139.13 |
-0.8 |
161.82 |
+1.7 |
+26.5 |
164.80 |
+1.8 |
+21.2 |
| ราคาส่งออกข้าว5%ของเวียดนาม |
146.98 |
+16.1 |
174.61 |
+2.8 |
+26.6 |
170.42 |
-2.4 |
+17.6 |
ที่มา : ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
หมายเหตุ : แม้ว่าราคาข้าวเวียดนามจะต่ำกว่าไทย แต่เมื่อคำนวณดัชนีราคาแล้วสูงกว่าเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของราคามีอัตราเร่งที่สูงกว่าไทยโดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา ทั้งนี้ ค่าดัชนีอาจจะผันแปรไปขึ้นอยู่กับการเลือกปีฐาน ประเด็นสำคัญในการวิเคราะห์คือ อัตราการเปลี่ยนแปลงของค่าดัชนี
ในเดือนพฤศจิกายน 2554 ดัชนีราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้อยู่ในระดับ 192.39 หรือหดตัวร้อยละ 0.6 เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม(MoM) แต่เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดือนเดียวกันของปีก่อน(YoY) เนื่องจากข้าวนาปีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทยอยออกสู่ตลาด ซึ่งพื้นที่ปลูกไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม แต่บางพื้นที่มีปัญหาเรื่องโรงสีที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำไม่เพียงพอ ชาวนาบางรายจึงต้องขายข้าวให้โรงสีที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะได้รับราคาต่ำกว่าราคารับจำนำที่รัฐบาลกำหนด
ส่วนดัชนีราคาขายส่งหน้าโรงสี และดัชนีราคาส่งออกยังมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยดัชนีราคาขายส่งหน้าโรงสีในเดือนพฤศจิกายนอยู่ในระดับ 194.82 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.4 เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า(MoM) หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.7 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน(YoY) ส่วนดัชนีราคาส่งออกข้าวทุกประเภทของไทยเพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 188.92 หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 MoM แต่หดตัวร้อยละ 2.2 YoY เนื่องจากบรรดาโรงสีเร่งกว้านซื้อข้าวเก็บเข้าสต็อก โดยแข่งขันกับโรงสีที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าว เนื่องจากวงการค้าข้าวประเมินว่าปริมาณผลผลิตข้าวนาปีจะมีแนวโน้มลดลง จากปัญหาอุทกภัย ซึ่งจะส่งผลให้ราคาข้าวในช่วงปลายปีต่อเนื่องถึงไตรมาส 1/55 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
ส่วนดัชนีราคาข้าวส่งออกข้าวขาว5% ของไทยในเดือนพฤศจิกายน 2554 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น164.80 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.8 เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2554 เนื่องจากปัญหาน้ำท่วมสร้างความเสียหายให้กับผลผลิตทั้งข้าวนาปรังรอบสองในพื้นที่ภาคกลาง และผลผลิตข้าวนาปีบางส่วนในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเด็นที่น่าสนใจคือ ดัชนีราคาส่งออกข้าวขาว5% ของเวียดนามหดตัวร้อยละ 2.4 ไปแตะที่ระดับ 170.42 เนื่องจากน้ำท่วมสร้างความเสียหายให้กับข้าวเวียดนามไม่มากนัก และยังต้องเผชิญการแข่งขันกับอินเดียและปากีสถาน
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2554 ดัชนีราคาข้าว5%ของไทยหดตัวร้อยละ 0.8 ในขณะที่ดัชนีราคาส่งออกข้าว5%ของเวียดนามเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงให้เห็นว่าราคาข้าวเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ และเริ่มขยับเข้ามาใกล้กับราคาส่งออกข้าวของไทยมากขึ้น โดยได้รับอานิสงส์จากการที่ประเทศผู้ซื้อหันไปซื้อข้าวจากเวียดนามที่มีราคาถูกกว่าไทย
|
ชนิดข้าว |
สหรัฐฯ |
อุรุกวัย |
ไทย |
เวียดนาม |
อินเดีย |
ปากีสถาน |
|
4%-5% / 100% เกรด B |
600 |
565 |
654 |
|
|
|
|
5% |
638 |
550 |
460 |
450 |
||
|
10% |
590 |
565 |
634 |
545 |
|
|
|
15% |
575 |
623 |
525 |
|
|
|
|
25% |
605 |
510 |
400 |
390 |
||
|
ข้าวนึ่ง |
605 |
480 |
475 |
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ในเดือนพฤศจิกายน 2554 ราคาส่งออกข้าวของไทยและอินเดียปรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้ส่งออกข้าวรายอื่นๆราคาข้าวปรับลดลง กล่าวคือราคาข้าวไทยยังปรับเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์ว่าปริมาณข้าวในช่วงปลายปีมีแนวโน้มลดลงจากปัญหาน้ำท่วม ส่วนราคาส่งออกข้าวของอินเดียปรับเพิ่มขึ้นตามการปรับเพิ่มของราคารับซื้อข้าวเปลือกขั้นต่ำจากเกษตรกรที่รัฐบาลกำหนด (ซึ่งทางสมาคมชาวนายังคงเรียกร้องให้ปรับเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากยังประสบปัญหาขาดทุนจากสภาพอากาศแปรปรวน(ทั้งภาวะน้ำท่วมและภัยแล้ง) ราคาปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืชปรับตัวสูงขึ้น) นอกจากนี้ การปรับเพิ่มขึ้นของราคาส่งออกข้าวไทย ในขณะที่ราคาส่งออกข้าวเวียดนามปรับลดลง ส่งผลให้ราคาข้าวเวียดนามต่ำกว่าข้าวไทยประมาณ 90-98 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตัน จากที่ในช่วงเดือนตุลาคมต่างกันอยู่เพียง 30-35 ดอลลาร์สหรัฐฯ/ตันเท่านั้น
ประเด็นที่ต้องติดตาม
- คาดการณ์ว่า ปริมาณการผลิตข้าวนาปรังปี 2555 อาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 11-12 ล้านตันข้าวเปลือกจากเดิมที่คาดไว้ว่าจะมีปริมาณการผลิต 10.14 ล้านตันข้าวเปลือก เนื่องจากชาวนาจะปลูกชดเชยข้าวที่เสียหายจากน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2554 รวมทั้งในปี 2555 กระทรวงเกษตรฯจะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังเพิ่มเป็น 2 รอบ เนื่องจากปริมาณน้ำเพียงพอ เพื่อทดแทนปริมาณข้าวที่หายไปจากอุทกภัยไปประมาณ 5 ล้านตันข้าวเปลือก ทั้งนี้ เมื่อรวมกับปริมาณข้าวนาปีที่คาดว่าผลผลิตจะเหลือประมาณ 20 ล้านตันข้าวเปลือก และสต็อกข้าวรัฐที่คาดว่าเหลือประมาณ 1 ล้านตันและข้าวในสต็อกเอกชนประมาณ 6 ล้านตัน ก็คาดว่าปริมาณข้าวในประเทศในปี 2555 จะมีประมาณ 38-39 ล้านตันข้าวเปลือก
ประเด็นที่จะต้องติดตาม คือ หลังจากนโยบายจำนำราคาข้าวนาปีสิ้นสุดลงในเดือนกุมภาพันธ์ 2555 แล้ว ราคาข้าวอาจมีแนวโน้มลดลงในช่วงกลางปี 2555 ซึ่งเป็นจังหวะที่ปริมาณผลผลิตข้าวนาปรังออกสู่ตลาด ดังนั้น จึงต้องติดตามว่ารัฐบาลจะมีมาตรการเพิ่มเติมในการรับจำนำข้าวนาปรัง เพื่อแทรกแซงยกระดับราคาข้าว สำหรับในประเด็นการแข่งขันในการส่งออกนั้น คาดว่าการแข่งขันกับเวียดนามจะมีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมีการคาดหมายว่าข้าวของเวียดนามจะออกสู่ตลาดมากในเดือนมีนาคม 2555 ซึ่งล่าช้ากว่าปีปกติประมาณ 1 เดือน ส่งผลให้การแข่งขันในการส่งออกจะรุนแรงในช่วงไตรมาส 2/55 ส่วนการแข่งขันกับอินเดียก็มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นเช่นกัน เนื่องจากคาดหมายว่าผลผลิตข้าวของอินเดียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อินเดียสามารถส่งออกข้าวได้เพิ่ม
- มาตรการยกระดับราคาข้าวเปลือกของกระทรวงพาณิชย์ โดยราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ ขณะนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ราคาตันละ 17,000 – 18,000 บาท ซึ่งยังต่ำกว่าราคารับจำนำที่รัฐบาลกำหนดประมาณร้อยละ 10-15 ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเจ้าอยู่ที่ราคาตันละ 11,000 – 12,000 บาท ต่ำกว่าราคารับจำนำประมาณร้อยละ 20-27 ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะเร่งรัดให้เปิดจุดรับจำนำ ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร เพื่อไม่ให้โรงสีที่ไม่เข้าร่วมโครงการ ฉวยโอกาสกดราคารับซื้อข้าว รวมทั้งการเพิ่มมาตรการรับจำนำปลายข้าวเพื่อเพิ่มแรงจูงใจโรงสีให้เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น ในขณะที่เกษตรกรเสนอแนวทางแก้ปัญหาโดยรัฐบาลจะต้องจัดหาเครื่องตรวจวัดคุณภาพข้าวที่มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศให้กับเกษตรกร ภายใต้การควบคุม กำกับดูแลของสภาเกษตรกรจังหวัดนั้นๆ และรัฐบาลจะต้องจัดเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในเรื่องของการออกใบประทวนให้เพียงพอ
- ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2554 ไทยส่งออกข้าว 9.55 ล้านตัน มูลค่า 5,632.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 38.3 และ 39.3 คาดหมายว่าการส่งออกข้าวทั้งปี 2554 น่าจะเพิ่มขึ้นไปแตะระดับ 10.45 ล้านตัน ซึ่งนับว่าเป็นการส่งออกข้าวที่สูงมากเป็นประวัติการณ์ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนกันยายนการส่งออกข้าวมีแนวโน้มชะลอตัวในเชิงปริมาณ กล่าวคือ ตั้งแต่เดือนกันยายนปริมาณการส่งออกลดลงเหลือเพียง 0.7 ล้านตัน และในเดือนตุลาคม 0.72 ล้านตันตามลำดับ จากในช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคมปริมาณการส่งออกเฉลี่ยอยู่ในระดับเฉลี่ย 1 ล้านตัน/เดือน เนื่องจากประเทศผู้ซื้อข้าวชะลอการซื้อข้าวจากไทย และหันไปซื้อข้าวจากอินเดียและปากีสถานที่มีราคาถูกกว่า ส่วนราคาส่งออกมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากมาตรการรับจำนำข้าว และความเสียหายจากอุทกภัยที่ส่งผลให้มีปริมาณข้าวเข้าตลาดในช่วงปลายปีลดลง ส่วนในเดือนพฤศจิกายน ลดลงเหลือ 5 แสนตัน และคาดว่าเดือนธันวาคมจะเหลือเพียง 4 แสนตัน ซึ่งเท่ากับว่าในปี 2554 ปริมาณการส่งออกข้าวจะอยู่ในระดับ 10.45 ล้านตัน สำหรับการส่งออกในปี 2555 คาดการณ์ปริมาณการส่งออกข้าวอาจจะลดลงเหลือ 7.0-7.5 ล้านตัน เนื่องจากเผชิญการแข่งขันรุนแรงในด้านราคากับข้าวจากอินเดียและเวียดนาม ในขณะที่ราคาส่งออกข้าวของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นจากมาตรการรับจำนำข้าว และความเสียหายจากน้ำท่วม
- การส่งออกข้าวเวียดนามในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2554 มีจำนวน 6.8 ล้านตัน มูลค่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งปริมาณและมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.1 และร้อยละ 16.7 ตามลำดับ คาดการณ์ว่าในปี 2554 เวียดนามจะส่งออกข้าวได้ 7.42 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 จากปี 2553 (โดยคาดว่าในเดือนธันวาคมจะส่งออกข้าว 617,000 ตัน) ซึ่งนับว่ามากเป็นประวัติการณ์เช่นกัน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่าปัญหาน้ำท่วมส่งผลให้ชาวนาในพื้นที่ภาคกลางต้องเลื่อนการปลูกข้าวนาปีไปอีกอย่างน้อย 1-2 เดือน ทำให้รัฐบาลอาจต้องพิจารณาขยายมาตรการรับจำนำข้าวนาปีออกไปอีก 1-2 เดือนเช่นกัน(จากเดิมที่กำหนดสิ้นสุดเดือนกุมภาพันธ์) รวมทั้งการพิจารณามาตรการรับจำนำข้าวสำหรับข้าวนาปรังที่จะออกสู่ตลาดในช่วงกลางปี 2555 ด้วย เนื่องจากคาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตข้าวนาปรังในปี 2555 จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากการปลูกชดเชยความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2554 และการที่ราคาข้าวอยู่ในเกณฑ์สูงยังเป็นแรงจูงใจให้ชาวนาเพิ่มพื้นที่ปลูกข้าว รวมทั้งการส่งเสริมการปลูกข้าวนาปรังรอบสองของรัฐบาล
ประเด็นที่จะต้องติดตาม คือ ผลผลิตข้าวของเวียดนามที่ต้องเลื่อนการปลูกข้าวไปอีก 1 เดือนเช่นกัน ส่งผลให้ปริมาณข้าวจะไปออกสู่ตลาดในช่วงเดือนมีนาคม(ปกติจะออกสู่ตลาดในเดือนกุมภาพันธ์) ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางราคาข้าวในช่วงไตรมาส 2/2555 นอกจากนี้ ผลกระทบจากการแข่งขันในการส่งออกข้าวของอินเดียและปากีสถานน่าจะยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาข้าวในตลาดโลกไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากนักต่อเนื่องถึงในปี 2555
สรุป ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี 2554 ต่อเนื่องถึงครึ่งแรกของปี 2555 ราคาข้าวในประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปแตะระดับใกล้เคียงกับราคารับจำนำ หรือปรับเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5-10 จากราคาเฉลี่ยในปี 2554 (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทข้าว) เนื่องจากมาตรการของรัฐบาลในการอนุมัติเพิ่มเติมให้มีการรับจำนำข้าวข้ามเขต โดยให้โรงสีในภาคกลางไปรับซื้อข้าวจากชาวนาในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือได้ ทั้งนี้เพื่อให้ชาวนาในแต่ละพื้นที่สามารถขายข้าวเข้าโครงการรับจำนำได้ ส่วนราคาข้าวในช่วงครึ่งหลังของปี 2555 ต้องพิจารณาปริมาณข้าวนาปรังที่จะออกสู่ตลาด รวมทั้งมาตรการแทรกแซงราคาของรัฐบาล โดยเฉพาะการกำหนดมาตรการรับจำนำข้าวนาปรัง ส่วนราคาส่งออกคาดว่าจะยังจะปรับเพิ่มขึ้นได้ไม่มากนัก แม้ว่าจะมีแรงหนุนจากราคาข้าวในประเทศ แต่ยังต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงทั้งจากอินเดียและเวียดนาม
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
- 0 Comments
- 193 views
- Tweet


