<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Thailand Business News ข่าวออนไลน์  และ  ศูนย์รวมข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ Press Release</title>
	<atom:link href="http://thaibiznews.net/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://thaibiznews.net</link>
	<description>Thailand Business News ข่าวออนไลน์  และ  ศูนย์รวมข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ Press Release</description>
	<lastBuildDate>Fri, 18 May 2012 15:53:42 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.2</generator>
		<item>
		<title>“ดิจิทัลทีวี – สังคมยุคดิจิตอล” ก้าวสำคัญของการพัฒนาประเทศไทย!!</title>
		<link>http://thaibiznews.net/%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b5-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%94/</link>
		<comments>http://thaibiznews.net/%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b5-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%94/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 May 2012 15:53:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaibiznews.net/?p=1915</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อปี 2491  ประเทศไทยเริ่มมีการแพร่ภาพโทรทัศน์เป็นครั้งแรก  ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4  หรือ ที่รู้จักกันในชื่อ“ช่อง 4 วังบางขุนพรหม” โดยผ่านระบบจอขาว-ดำ เน้นให้ความบันเทิงเป็นหลัก เช่นลิเก และละคร เป็นต้น วงการโทรทัศน์ของไทยก่อตั้งขึ้นโดยรัฐบาลไทย ดังนั้นในช่วงสองทศวรรษแรกโทรทัศน์ไทยจึงถูกครอบงำและกลายเครื่องมือทางการเมืองให้กับรัฐบาลแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่านี่คือเหตุผลที่ทำให้ปัจจุบันวงการโทรทัศน์ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นสื่อให้ภาครัฐมาจนถึงปัจจุบัน แต่อย่างไรก็ตามหลังจากผ่านยุคการเมืองปี 2510 โทรทัศน์ก็เริ่มเติบโตและพัฒนา ผลัดเปลี่ยนสู่ยุคจอสี และมีช่อง 3 , 5, 7 และ 9 เกิดขึ้น จนกระทั่งทศวรรษที่สามวงการโทรทัศน์จึงเข้าสู่ยุคทอง มีการเติบโตของธุรกิจโทรทัศน์ประเภทบอกรับสมาชิกขึ้นมาเป็นทางเลือกให้ผู้ชมนอกจากฟรีทีวี  และตั้งแต่ทศวรรษที่สี่เป็นต้นมาวงการโทรทัศน์ก็เข้าสู่ยุคของการแข่งขันอย่างเข้มข้นทางธุรกิจ  ทำให้เกิดรูปแบบรายการโทรทัศน์ที่หลากหลาย ทั้งความบันเทิง สุขภาพ อาหาร แฟชั่นและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันช่วงชิงการนำเสนอเรื่องของข้อมูล ข่าวสาร ซึ่งทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมของการเสพย์ข้อมูล ข่าวสารได้ตลอด 24 ชั่วโมงจากการพัฒนาแนวคิดและการนำเสนอของสื่อโทรทัศน์ในยุคปัจจุบัน จากพัฒนาการของวงการโทรทัศน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และในปัจจุบันกล่าวได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศอย่างมหาศาลในแต่ละปี สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือการพัฒนาสังคมไทยให้เติบโตก้าวหน้าไปพร้อมๆ กันทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษาฯ ดังนั้นจึงกล่าวได้ สื่อโทรทัศน์เป็นสื่อสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางสังคมไทยและการความเจริญก้าวหน้าของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   และหากมองให้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาประเทศก็น่าจะทำได้เช่นกัน!!! เพราะวันนี้คงไม่มีใครปฎิเสธว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อปี 2491  ประเทศไทยเริ่มมีการแพร่ภาพโทรทัศน์เป็นครั้งแรก  ทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีช่อง 4  หรือ ที่รู้จักกันในชื่อ“ช่อง 4 วังบางขุนพรหม” โดยผ่านระบบจอขาว-ดำ เน้นให้ความบันเทิงเป็นหลัก เช่นลิเก และละคร เป็นต้น</p>
<p>วงการโทรทัศน์ของไทยก่อตั้งขึ้นโดยรัฐบาลไทย ดังนั้นในช่วงสองทศวรรษแรกโทรทัศน์ไทยจึงถูกครอบงำและกลายเครื่องมือทางการเมืองให้กับรัฐบาลแบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งอาจจะกล่าวได้ว่านี่คือเหตุผลที่ทำให้ปัจจุบันวงการโทรทัศน์ก็ยังคงทำหน้าที่เป็นสื่อให้ภาครัฐมาจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตามหลังจากผ่านยุคการเมืองปี 2510 โทรทัศน์ก็เริ่มเติบโตและพัฒนา ผลัดเปลี่ยนสู่ยุคจอสี และมีช่อง 3 , 5, 7 และ 9 เกิดขึ้น จนกระทั่งทศวรรษที่สามวงการโทรทัศน์จึงเข้าสู่ยุคทอง มีการเติบโตของธุรกิจโทรทัศน์ประเภทบอกรับสมาชิกขึ้นมาเป็นทางเลือกให้ผู้ชมนอกจากฟรีทีวี  และตั้งแต่ทศวรรษที่สี่เป็นต้นมาวงการโทรทัศน์ก็เข้าสู่ยุคของการแข่งขันอย่างเข้มข้นทางธุรกิจ  ทำให้เกิดรูปแบบรายการโทรทัศน์ที่หลากหลาย ทั้งความบันเทิง สุขภาพ อาหาร แฟชั่นและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันช่วงชิงการนำเสนอเรื่องของข้อมูล ข่าวสาร ซึ่งทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมของการเสพย์ข้อมูล ข่าวสารได้ตลอด 24 ชั่วโมงจากการพัฒนาแนวคิดและการนำเสนอของสื่อโทรทัศน์ในยุคปัจจุบัน</p>
<p>จากพัฒนาการของวงการโทรทัศน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว และในปัจจุบันกล่าวได้ว่าเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศอย่างมหาศาลในแต่ละปี สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือการพัฒนาสังคมไทยให้เติบโตก้าวหน้าไปพร้อมๆ กันทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษาฯ</p>
<p>ดังนั้นจึงกล่าวได้ สื่อโทรทัศน์เป็นสื่อสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการทางสังคมไทยและการความเจริญก้าวหน้าของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   และหากมองให้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาประเทศก็น่าจะทำได้เช่นกัน!!! เพราะวันนี้คงไม่มีใครปฎิเสธว่า สื่อโทรทัศน์มีบทบาทสูงมากกับวิถีชีวิตของคนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเรื่องของข่าวสาร ข้อมูล ความบันเทิง แฟชั่น ฟุตบอล ฯลฯ แม้จะมีสื่อคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต  มือถือและ Social network ต่างๆ มากมายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของคนวันนี้ก็ตาม</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>และการปฎิรูปสื่อโทรทัศน์ครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยการเปลี่ยนผ่านระบบการรับส่งสัญญาณโทรทัศน์จากระบบอนาล็อกไปสู่ระบบดิจิตอล ทำให้ประเทศไทยเกิด โทรทัศน์ระบบดิจิตอล หรือดิจิตอลทีวี อย่างเต็มรูปแบบเช่นเดียวกับที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงหลายประเทศในอาเซียนเดินหน้าเปลี่ยนระบบมานานแล้ว  ขณะที่ไทยยังเพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ในวันนี้นั้น หากการเปลี่ยนระบบเป็นไปอย่างสมบูรณ์    ดิจิตอลทีวี  ไม่เพียงส่งผลดีต่อคุณภาพการรับชมโทรทัศน์ที่ดีของคนไทยทั้งประเทศ  แต่ยังทำให้วงการโทรทัศน์ไทยโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด เพราะการเปลี่ยนเป็นระบบดิจิตอล หมายถึงการทำให้เกิด White space  ช่องว่างหรือพื้นที่ว่างในอากาศที่สามารถนำมาจัดสรรให้กับผู้ประกอบการได้ใช้อีกจำนวนมหาศาล ซึ่งคาดกันว่าจะทำให้เกิดโทรทัศน์อีกมากกว่า 200 ช่อง  จำนวนธุรกิจโทรทัศน์ที่มากขึ้นย่อมหมายการสร้างรายได้ในประเทศ การจ้างงาน  รวมไปถึงการเป็นช่องทางโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้กับธุรกิจเล็กๆ ที่มีอยู่อย่างมากมายในประเทศ  นอกจากนี้ยังทำให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ตามมาอีกเช่น  Cloud และโมบายส์ทีวีเป็นต้น   ซึ่งทั้งหมดก็คือการพลิกโฉมประเทศไทยสู่การเป็นสังคมดิจิตอลในที่สุด</p>
<p>ภาพเหล่านี้จะเกิดขึ้นในสังคมไทย  เมื่อวงการโทรทัศน์ไทย ก้าวสู่การเป็น ดิจิตอลทีวี โดยสมบูรณ์  วันนี้ประเทศไทยเดินช้ากว่านานาประเทศไม่ต่ำกว่า 20 ปี แม้กระทั่งประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว มาลาเซีย ฯลฯ ก็ทิ้งห่างเราจะแทบจะไม่เห็นฝุ่น คงเหลือแต่พม่าที่ยังคงเดินคู่กับไทยอยู่เท่านั้น  แผนการทำงานของกสทช. ตลอด 6 เดือนที่ผ่าน ยังไม่มีสิ่งใดชี้ชัดได้ว่า จะเห็นภาพ ดิจิตอลทีวี เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องการแข่งขันอย่างเสรี โปร่งใส และเป็นธรรม ที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาเป็นเจ้าของธุรกิจได้อย่างที่แผนแม่บทฯ เขียนไว้อย่างสวยหรู  ทำให้ทั้งนักวิชาการ  นักธุรกิจ และแม้กระทั่งสื่อสารมวลชน หลายแขนง เริ่มมองถึงท่าทีการทำงานของกสทช.วันนี้ว่า เป็นการ “เตะถ่วง” ไปวันๆ เท่านั้น</p>
<p>ก่อนที่จะปล่อยให้เรื่อง ดิจิตอลทีวี ถูกบิดเบือนและนำทรัพยากรของชาติไปจัดสรรอย่างไม่ธรรม ด้วยเงื่อนไขของผลประโยชน์เฉพาะกลุ่มมากกว่าผลประโยชน์แห่งชาติ  จึงขอเชิญชวนคนไทยมาร่วมขับเคลื่อนโทรทัศน์ไทยสู่ระบบดิจิตอล การเปิดการแข่งขันอย่างเสรี เพื่อประโยชน์ของประเทศ  กับโครงการ Digital Agenda Thailand  แนวร่วมพลิกโฉมประเทศไทยสู่สังคมดิจิตอล  โดยสถาบันนโยบายสังคมและเศรษฐกิจ (ISEP) ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และ เอ๊ซ (ACE) ร่วมด้วยภาคเอกชน และสื่อมวลชน เพื่อเป็นสื่อกลางในการรวบรวมความรู้ ประสบการณ์ และกรณีศึกษาจากทั่วโลกในหลายๆ แง่มุมที่เกี่ยวกับเรื่องของ Digital และนำมาถ่ายทอดให้กับทุกภาคส่วนในประเทศไทยในรูปแบบของกิจกรรมสัมมนาต่อเนื่อง</p>
<p>พร้อมรับฟังข่าวสารและข้อเท็จจริง ตลอดจนความรู้ ประสบการณ์ รวมทั้งกรณีศึกษาจากทั่วโลกในหลายๆ แง่มุมที่เกี่ยวกับเรื่องของ Digital ในงานสัมมนาเรื่อง “มองมุมใหม่&#8230; ทีวีดาวเทียมและโมบายล์ทีวี” ภายใต้แนวคิด Digital Agenda Thailand  ครั้งที่ 3 โดยมี International Telecommunication Union (ITU)    ร่วมสนับสนุน</p>
<p>ภายในงานสัมมนา ท่านจะได้รับทราบถึงความรู้เชิงวิชาการและข้อเท็จจริงอันจะเกิดขึ้น รวมถึงผลกระทบของเทคโนโลยีระบบดิจิทัลที่จะเข้ามามีบทบาทต่อประเทศไทยเมื่อ Satellite TV และ Mobile TV  เป็นตัวกลางในการสื่อสารและการเข้าถึงของข้อมูล ความเท่าเทียมกันทางสังคมในยุค TV Digital และกรณีศึกษาโดย ผู้แทนจาก International Telecommunication Union (ITU)    บทบาทขององค์กรกำกับดูแลในมิติทางสังคม การจัดสรรคลื่นความถี่ใบอนุญาตและการส่งเสริมโดย พันเอก ดร. นที ศุกลรัตน์ รองประธานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ การเสวนาหัวข้อเรื่อง มองมุมใหม่&#8230;.ทีวีดาวเทียมไทยโดย วิทยากรชั้นนำและผู้คร่ำหวอดในวงการSatellite TV ในประเทศไทย นอกจากนี้ ในการสัมมนาช่วง Session II : New Business Model of Mobile TV ประกอบด้วย Presentation กลยุทธ์การขับเคลื่อนสู่ผู้นำ Digital Mobile TVเสวนาหัวข้อเรื่อง มองมุมใหม่ Mobile TV และประเด็น White Space Policy ในแต่ละประเทศโดยวิทยากรเจ้าของระบบ DVB ยุโรป, ISDB-T ญี่ปุ่น, DTMB จีน และ CMMB จีนและตัวแทนบริษัทผู้นำทางเทคโนโลยีการสื่อสารชั้นนำของโลก  ในวันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555  เวลา 08.30–15.30 น.  ณ  ห้องบอลรูม ชั้น 4  โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริษัทเอ๊ช (ACE) โทร. 02-254-8282-3 โทรสาร 02-254-8284 หรือคลิก <a href="http://www.digitalagendathailand.com">www.digitalagendathailand.com</a></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaibiznews.net/%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%b4%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b8%a7%e0%b8%b5-%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%84%e0%b8%94/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ครองรัก 100 ปี ณ อัมพวา</title>
		<link>http://thaibiznews.net/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81-100-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%93-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://thaibiznews.net/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81-100-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%93-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 May 2012 08:29:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Press Release]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaibiznews.net/?p=1910</guid>
		<description><![CDATA[ครองรัก 100 ปี ณ อัมพวา&#8230;นางสาวพสิษฐ์ตา อินทร์พันธ์ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานไทเป(ททท.ไทเป) ร่วมกับบริษัทนำเที่ยวในไต้หวัน จะจัดงานพิธีสมรสหมู่“ไปเหนียนห่าวเหอ ณ อัมพวา” ให้คู่บ่าว-สาวชาวไต้หวันกว่า 40 คู่ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรูปแบบพิธีการแต่งงานแบบประเพณีไทยภาคกลาง พร้อมขบวนแห่ขันหมากทางน้ำ จัดเลี้ยงอาหารพื้นบ้านอัมพวาและเยี่ยมชมตลาดน้ำ  เพื่อดื่มน้ำมงคล “น้ำม่วนชื่น”  (ซึ่งได้รับนามอันเป็นสิริมงคลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี) โดยมีนายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นเถ้าแก่ฝ่ายชาย และนายธนน เวชกรกานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นเถ้าแก่ฝ่ายหญิง ในวันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม 2555 เวลา 10.00 น. ณ บ้านอัมพวา รีสอร์ท แอนด์ สปา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2012/05/พสิษฐ์ตา.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1911" title="พสิษฐ์ตา" src="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2012/05/พสิษฐ์ตา-194x300.jpg" alt="" width="194" height="300" /></a></p>
<p><strong>ครองรัก 100 ปี ณ อัมพวา</strong>&#8230;นางสาวพสิษฐ์ตา อินทร์พันธ์ ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานไทเป(ททท.ไทเป) ร่วมกับบริษัทนำเที่ยวในไต้หวัน จะจัดงานพิธีสมรสหมู่<strong>“ไปเหนียนห่าวเหอ ณ อัมพวา”</strong> ให้คู่บ่าว-สาวชาวไต้หวันกว่า 40 คู่ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรูปแบบพิธีการแต่งงานแบบประเพณีไทยภาคกลาง พร้อมขบวนแห่ขันหมากทางน้ำ จัดเลี้ยงอาหารพื้นบ้านอัมพวาและเยี่ยมชมตลาดน้ำ  เพื่อดื่มน้ำมงคล “น้ำม่วนชื่น”  (ซึ่งได้รับนามอันเป็นสิริมงคลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี) โดยมีนายสุรพล เศวตเศรนี ผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นเถ้าแก่ฝ่ายชาย และนายธนน เวชกรกานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นเถ้าแก่ฝ่ายหญิง<strong> ในวันเสาร์ที่ </strong><strong>19 พฤษภาคม 2555 เวลา 10.00 น. ณ บ้านอัมพวา รีสอร์ท แอนด์ สปา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม</strong></p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaibiznews.net/%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81-100-%e0%b8%9b%e0%b8%b5-%e0%b8%93-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%a7%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลีสซิ่งเครื่องจักร ยังแรงไม่หยุด เคเอฟ แอนด์ อี กวาดสินเชื่อไตรมาสแรกโต 92%</title>
		<link>http://thaibiznews.net/%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%8b%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3-%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81/</link>
		<comments>http://thaibiznews.net/%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%8b%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3-%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 May 2012 08:23:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธนาคาร การเงิน ลงทุน หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaibiznews.net/?p=1906</guid>
		<description><![CDATA[แฟคเตอรี แอนด์ อีควิปเมนท์ กสิกรไทย (KF&#38;E) กวาดเป้ายอดสินเชื่อลีสซิ่งเครื่องจักรคงค้างสิ้นไตรมาสแรกโต 92% เอสเอ็มอีโตสุด ซื้อเครื่องใหม่แทนเครื่องเก่าที่เสียหายจากน้ำท่วม คาดสิ้นปีได้ยอดสินเชื่อตามเป้า ก้าวขึ้นอันดับ 1 ในตลาดลีสซิ่งเครื่องจักรในอีก 2 ปี &#160; นายศาศวัต วีระปรีย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แฟคเตอรี แอนด์ อีควิปเมนท์ กสิกรไทย จำกัด (KF&#38;E) เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรก ปี 2555 ผู้ประกอบการของไทยยังคงมีการนำเข้าเครื่องจักรอย่างต่อเนื่อง ทำให้    ณ สิ้นไตรมาสแรก ปี 2555 บริษัทมียอดสินเชื่อคงค้างประมาณ 8,600 ล้านบาท เติบโตจากสิ้นไตรมาสแรกปี 2554 ประมาณ 92% โดยกลุ่มที่มีอัตราเติบโตสูงสุด คือ กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากลูกค้าได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ทำให้เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมได้รับความเสียหาย บริการลีสซิ่งเครื่องจักรจึงเป็นทางเลือกเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ เพื่อนำไปซื้อเครื่องจักรใหม่ ทดแทนของเดิม สำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ (Corporate &#38; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong><a href="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2012/05/sasawat.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1907" title="sasawat" src="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2012/05/sasawat-217x300.jpg" alt="" width="217" height="300" /></a></strong></p>
<p>แฟคเตอรี แอนด์ อีควิปเมนท์ กสิกรไทย (KF&amp;E) กวาดเป้ายอดสินเชื่อลีสซิ่งเครื่องจักรคงค้างสิ้นไตรมาสแรกโต 92% เอสเอ็มอีโตสุด ซื้อเครื่องใหม่แทนเครื่องเก่าที่เสียหายจากน้ำท่วม คาดสิ้นปีได้ยอดสินเชื่อตามเป้า ก้าวขึ้นอันดับ 1 ในตลาดลีสซิ่งเครื่องจักรในอีก 2 ปี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นายศาศวัต วีระปรีย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แฟคเตอรี แอนด์ อีควิปเมนท์ กสิกรไทย จำกัด (KF&amp;E) เปิดเผยว่า ในไตรมาสแรก ปี 2555 ผู้ประกอบการของไทยยังคงมีการนำเข้าเครื่องจักรอย่างต่อเนื่อง ทำให้    ณ สิ้นไตรมาสแรก ปี 2555 บริษัทมียอดสินเชื่อคงค้างประมาณ 8,600 ล้านบาท เติบโตจากสิ้นไตรมาสแรกปี 2554 ประมาณ 92% โดยกลุ่มที่มีอัตราเติบโตสูงสุด คือ กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากลูกค้าได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ทำให้เครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรมได้รับความเสียหาย บริการลีสซิ่งเครื่องจักรจึงเป็นทางเลือกเพื่อฟื้นฟูธุรกิจ เพื่อนำไปซื้อเครื่องจักรใหม่ ทดแทนของเดิม</p>
<p>สำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ (Corporate &amp; Multi-Corporate) มีการลงทุนเพื่อขยายการผลิตเพิ่มขึ้น โดยมีการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดรวมสินเชื่อลีสซิ่งเครื่องจักรเติบโตกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปี 2554 สำหรับอุตสาหกรรมที่มีการเติบโตสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมการพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และรับเหมาก่อสร้าง</p>
<p>นอกจากนั้น บริษัท แฟคเตอรี แอนด์ อีควิปเมนท์ กสิกรไทย ยังได้ขยายความร่วมมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้แทนจำหน่ายเครื่องจักร (Vendor) เพิ่มจาก 136 ราย เป็น 190 ราย ทำให้มียอดการแนะนำลูกค้าใหม่จากพันธมิตรเพิ่มขึ้นกว่า 50% โดยกว่า 80% เป็นกลุ่มลูกค้าขนาดย่อม (Small) อีก 20% เป็นกลุ่มลูกค้าขนาดกลาง (Medium) สำหรับเครื่องจักรที่ให้การสนับสนุนมีหลากหลายประเภท เช่น เครื่อง CNC, เครื่องจักรในอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้าง เช่น รถเครน รถขุด รถตัก และเครื่องพิมพ์</p>
<p>นายศาศวัต กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2555 นอกจากบริษัทจะรุกธุรกิจลีสซิ่งเครื่องจักรในประเทศแล้ว ยังได้เริ่มหาช่องทางในการขยายธุรกิจไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เพื่อเพิ่มศักยภาพและความพร้อมของบริษัท โดยได้เริ่มเข้าไปสำรวจตลาดในประเทศลาว ซึ่งมีนักธุรกิจไทยเข้าไปดำเนินธุรกิจจำนวนมาก และคาดว่าน่าจะมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีค่าแรงงานที่ต่ำกว่า และได้รับสัมปทานโครงการขนาดใหญ่ใหม่ ๆ ในลาว โดยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา บริษัทได้สนับสนุนวงเงินสินเชื่อลีสซิ่งเครื่องจักรในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ได้แก่ รถขุด รถตัก และรถบรรทุกขนาดใหญ่แก่ผู้ประกอบการไทยที่มีการนำเครื่องจักรไปใช้ในโครงการที่ได้รับสัมปทานในลาว ส่งผลให้บริษัทมั่นใจได้ว่าสิ้นปีนี้จะสามารถทำยอดสินเชื่อได้ตามเป้าหมายที่ 10,000 ล้านบาท และพร้อมก้าวสู่ที่ 1 ในตลาดลีสซิ่งเครื่องจักรภายใน 2 ปีตามที่กำหนดไว้ได้อย่างแน่นอน</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaibiznews.net/%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%8b%e0%b8%b4%e0%b9%88%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a3-%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บลจ.ทิสโก้ ส่ง 2 กองใหม่ ลุยตราสารหนี้ใน-ต่างประเทศ ไม่เกิน 1 ปี เปิดโอกาสรับผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก</title>
		<link>http://thaibiznews.net/%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%88-%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%89-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87-2-%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%a5%e0%b8%b8/</link>
		<comments>http://thaibiznews.net/%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%88-%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%89-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87-2-%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%a5%e0%b8%b8/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 May 2012 14:13:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธนาคาร การเงิน ลงทุน หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaibiznews.net/?p=1902</guid>
		<description><![CDATA[15 พ.ค. 55  &#8211;   บลจ.ทิสโก้ คว้าจังหวะเปิดขาย 2 กองทุนใหม่ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ตราสารหนี้เพิ่มค่า 1Y2F” และ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ตราสารหนี้คืนกำไร 3M4”  ลุยตราสารหนี้คุณภาพดีทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนให้กับนักลงทุน ถือไม่เกิน 1 ปี เปิดไอพีโอแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 22 พ.ค. 55 ที่ บลจ. ทิสโก้ และธนาคารทิสโก้ทุกสาขา &#160; นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด (Mr. Theeranat Rujimethapass, Managing Director of TISCO Asset Management Co.,Ltd.) เปิดเผยว่า บลจ.ทิสโก้เปิดเสนอขายกองทุนใหม่ 2 กองทุน ได้แก่  “กองทุนเปิด ทิสโก้ ตราสารหนี้เพิ่มค่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2012/05/Khun_Theeranat.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1903" title="Khun_Theeranat" src="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2012/05/Khun_Theeranat-200x300.jpg" alt="" width="200" height="300" /></a></p>
<p><strong>15 พ.ค. 55  &#8211; </strong>  บลจ.ทิสโก้ คว้าจังหวะเปิดขาย 2 กองทุนใหม่ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ตราสารหนี้เพิ่มค่า 1Y2F” และ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ตราสารหนี้คืนกำไร 3M4”  ลุยตราสารหนี้คุณภาพดีทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนให้กับนักลงทุน ถือไม่เกิน 1 ปี เปิดไอพีโอแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 22 พ.ค. 55 ที่ บลจ. ทิสโก้ และธนาคารทิสโก้ทุกสาขา</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด (Mr. Theeranat Rujimethapass, Managing Director of TISCO Asset Management Co.,Ltd.) เปิดเผยว่า บลจ.ทิสโก้เปิดเสนอขายกองทุนใหม่ 2 กองทุน ได้แก่  “กองทุนเปิด ทิสโก้ ตราสารหนี้เพิ่มค่า 1Y2F”  และ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ตราสารหนี้คืนกำไร 3M4”  เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการลงทุนสำหรับผู้ลงทุนที่ไม่ต้องการลงทุนความเสี่ยงสูง พร้อมเปิดโอกาสรับกำไรคืน พร้อมผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก</p>
<p>โดย “กองทุนเปิด ทิสโก้ ตราสารหนี้เพิ่มค่า 1Y2F” (TISCO Fixed Income Plus Fund 1Y2F) เป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศ อายุประมาณ 1 ปี  มีนโยบายลงทุนในตราสารแห่งหนี้ และ/หรือ เงินฝากในต่างประเทศ โดยลงทุนในต่างประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 80 % ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน   โดยกองทุนมีการป้องกันความเสี่ยงทั้งด้านอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน กองทุนนี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ต่างประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับผลตอบแทน</p>
<p>สำหรับ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ตราสารหนี้คืนกำไร 3M4”  (TISCO  Fixed Income Fund 3M4) เป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้หรือเงินฝาก ทั้งในและ/หรือต่างประเทศ โดยลงทุนในต่างประเทศได้ไม่เกิน 79% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน และจะมีการป้องความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเต็มจำนวน โดยกองทุนดังกล่าวเหมาะกับผู้ที่ต้องการลงทุนในระยะสั้น เนื่องจากจะจ่ายผลตอบแทนอัตโนมัติทุกๆ  3 เดือน</p>
<p>“กองทุนเปิด ทิสโก้ ตราสารหนี้เพิ่มค่า 1Y2F มีจุดเด่นอยู่ที่กองทุนจะลงทุนในต่างสารหนี้ต่างประเทศเป็นหลัก เช่น เงินฝากและตราสารหนี้ที่ออกโดยสถาบันการเงินของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บราซิล และจีน เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการลงทุนความเสี่ยงสูง แต่ต้องการเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น      โดยการกระจายการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ ส่วนกองทุนเปิด ทิสโก้ ตราสารหนี้คืนกำไร 3M4 เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการลงทุนความเสี่ยงสูงเช่นกัน แต่เน้นการลงทุนในระยะสั้น ๆ แต่ได้รับผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก โดยจุดเด่นของทั้ง 2 กองทุนคือ มีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนได้เต็มจำนวน ซึ่งจะช่วยให้หมดกังวลเกี่ยวกับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดโลกได้เป็นอย่างดี” นายธีรนาถ กล่าว</p>
<p>ด้าน TISCO Wealth บริการที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุนอย่างครบวงจรของกลุ่มทิสโก้ มองว่า  ทิศทางอัตราดอกเบี้ยในปีนี้จะยังคงทรงตัวที่ระดับ 3% ไปจนถึงสิ้นปีนี้ แต่มีความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น อาจทำให้ในไตรมาส 4 คณะกรรมการนโยบายการเงินอาจพิจารณาปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้นได้ แต่ในส่วนของอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในตลาดจะยังไม่มีการขยับขึ้นตามในทันที  ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนที่แนะนำ คือ การลงทุนในตราสารหนี้หรือเงินฝากที่อายุไม่เกิน 1 ปี เพื่อให้สอดรับกับแนวโน้มดอกเบี้ยที่อาจปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในช่วงปีหน้า  ดังนั้นการลงทุนใน  “กองทุนเปิด ทิสโก้ ตราสารหนี้เพิ่มค่า 1Y2F”  และ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ตราสารหนี้คืนกำไร 3M4”  จึงนับเป็นอีกทางเลือกที่สามารถตอบโจทย์ด้านการลงทุนได้อย่างเหมาะสม</p>
<p>ทั้งนี้  “กองทุนเปิด ทิสโก้ ตราสารหนี้เพิ่มค่า 1Y2F” มีมูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท  และ “กองทุนเปิด ทิสโก้ ตราสารหนี้คืนกำไร 3M4”  มีมูลค่าโครงการ 1,000 ล้านบาท  โดยทั้ง 2 กองทุนเปิดไอพีโอวันที่  15 – 22  พฤษภาคม 2555 นี้ สำหรับผู้ที่สนใจสามารถจองซื้อขั้นต่ำ 20,000 บาท หรือสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บลจ. ทิสโก้ หรือ ธนาคารทิสโก้ทุกสาขา หรือที่ TISCO Contact Center โทร. 02-633-6000 กด 4</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaibiznews.net/%e0%b8%9a%e0%b8%a5%e0%b8%88-%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b9%82%e0%b8%81%e0%b9%89-%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%87-2-%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b9%88-%e0%b8%a5%e0%b8%b8/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โปรโมชั่นส่วนลด 15 % ทำการ์ดแบบต่างๆ การ์ดแต่งงาน, Thank you การ์ด  นำ voucher code นำมาเป็นส่วนลดทำการ์ดได้ใช้ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2555</title>
		<link>http://thaibiznews.net/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%94-15-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://thaibiznews.net/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%94-15-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 May 2012 13:11:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Press Release]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaibiznews.net/?p=1898</guid>
		<description><![CDATA[โปรโมชั่นพิเศษจากธนาบุตรโฟโต้บุ๊ค (http://www.tanabutr.co.th) เมื่อใช้โปรแกรม Tanabutr Creative Printmaker ซึ่งเป็นโปรแกรมดาวน์โหลดฟรี ใช้จัดโฟโต้บุ๊ค, การ์ด ฯลฯ และสั่งงานผ่านอินเทอร์เน็ต. ธนาบุตรโฟโต้บุ๊คอยู่ใจกลางเมือง,เดินทางมาง่าย สถานีรถไฟฟ้า BTS สนามกีฬาแห่งชาติ ทางออกที่ 1 &#60;โปรโมชั่นขณะนี้&#62; ขณะนี้ ธนาบุตรโฟโต้บุ๊คได้เพิ่มสินค้าใหม่ เป็นการ์ดแบบต่างๆเข้าไปในโปรแกรมจัดโฟโต้บุ๊ค เพียงคุณอัพเดทโปรแกรมก็จะมีสินค้าใหม่เป็นการ์ด (บัตรเชิญ, ส.ค.ส,โปสการ์ด) สองขนาด A6 (ขนาดโปสการ์ด) และขนาด 7&#215;5 นิ้ว มีทั้งแบบการ์แผ่นและการ์ดพับ ในโอกาสเปิดตัวสินค้าใหม่นี้ สำหรับผู้ที่กด Like ใน Facebook หรือ Like ไปแล้ว สามารถเข้าไปที่หน้า Promotion ดู voucher code นำมาเป็นส่วนลดทำการ์ดได้ 15% กรอกรหัส voucher code นี้เมื่อสั่งงานผ่านตัวโปรแกรม. ใช้ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2555 ธนาบุตร [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2012/05/pr_image_file_name1_1336833847.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1899" title="pr_image_file_name1_1336833847" src="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2012/05/pr_image_file_name1_1336833847-300x285.jpg" alt="" width="300" height="285" /></a></p>
<p>โปรโมชั่นพิเศษจากธนาบุตรโฟโต้บุ๊ค (<a href="http://www.tanabutr.co.th/" rel="nofollow">http://www.tanabutr.co.th</a>)<br />
เมื่อใช้โปรแกรม Tanabutr Creative Printmaker<br />
ซึ่งเป็นโปรแกรมดาวน์โหลดฟรี ใช้จัดโฟโต้บุ๊ค, การ์ด ฯลฯ<br />
และสั่งงานผ่านอินเทอร์เน็ต.<br />
ธนาบุตรโฟโต้บุ๊คอยู่ใจกลางเมือง,เดินทางมาง่าย สถานีรถไฟฟ้า BTS<br />
สนามกีฬาแห่งชาติ ทางออกที่ 1</p>
<p>&lt;โปรโมชั่นขณะนี้&gt;<br />
ขณะนี้ ธนาบุตรโฟโต้บุ๊คได้เพิ่มสินค้าใหม่<br />
เป็นการ์ดแบบต่างๆเข้าไปในโปรแกรมจัดโฟโต้บุ๊ค<br />
เพียงคุณอัพเดทโปรแกรมก็จะมีสินค้าใหม่เป็นการ์ด (บัตรเชิญ, ส.ค.ส,โปสการ์ด)<br />
สองขนาด A6 (ขนาดโปสการ์ด) และขนาด 7&#215;5 นิ้ว<br />
มีทั้งแบบการ์แผ่นและการ์ดพับ ในโอกาสเปิดตัวสินค้าใหม่นี้</p>
<p>สำหรับผู้ที่กด Like ใน Facebook หรือ Like ไปแล้ว สามารถเข้าไปที่หน้า<br />
Promotion ดู voucher code นำมาเป็นส่วนลดทำการ์ดได้ 15% กรอกรหัส<br />
voucher code นี้เมื่อสั่งงานผ่านตัวโปรแกรม. ใช้ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2555</p>
<div>ธนาบุตร โฟโต้บุ๊ค<br />
Tel: 026125112<br />
Mail: <a href="mailto:photobook@tanabutr.co.th">photobook@tanabutr.co.th</a></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaibiznews.net/%e0%b9%82%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b9%82%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%a5%e0%b8%94-15-%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เปิดเทอมปีมังกร: ภาวะค่าครองชีพสูง….ผู้ปกครองชะลอกำลังซื้อหันมาคิดก่อนจับจ่าย</title>
		<link>http://thaibiznews.net/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2/</link>
		<comments>http://thaibiznews.net/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 May 2012 15:14:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธนาคาร การเงิน ลงทุน หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaibiznews.net/?p=1896</guid>
		<description><![CDATA[&#160; เปิดเทอมปีมังกร: ภาวะค่าครองชีพสูง….ผู้ปกครองชะลอกำลังซื้อหันมาคิดก่อนจับจ่าย ในช่วงเทศกาลเปิดเทอม นับว่าเป็นช่วงเวลาที่บรรดาผู้ปกครองต่างเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับการเปิดภาคเรียนใหม่ของบุตร ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในกรุงเทพฯ ช่วงเทศกาลเปิดเทอมปี 2555 จะมีมูลค่าประมาณ 22,500 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 6 จากปีก่อนหน้า โดยในช่วงเปิดเทอมปีนี้ ผู้ปกครองจะมีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ปกครองที่มีบุตรศึกษาอยู่ในโรงเรียนเอกชน จะมีค่าเล่าเรียนที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5-15 หากเทียบกับปีการศึกษาก่อนหน้า ทั้งนี้ แม้ว่าค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเครื่องแบบนักเรียน และอุปกรณ์การเรียนบางส่วน จะยังคงไม่ปรับราคาขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ แต่ผู้ปกครองยังคงต้องเผชิญกับภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตามการปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและราคาพลังงาน ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้ปกครองมีแนวโน้มชะลอลง และมีความระมัดระวังในการจับจ่ายสินค้ามากขึ้น โดยกลุ่มผู้ปกครองส่วนใหญ่มีการวางแผนก่อนการซื้อสินค้า ปรับลดการใช้จ่าย รวมทั้งชะลอการใช้จ่ายในสิ่งที่ยังไม่จำเป็นออกไป เปิดเทอมปี’55…..ผู้ปกครองหวั่นภาระค่าครองชีพ และค่าเล่าเรียนพุ่ง ในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นช่วงที่นักเรียนต่างเตรียมตัวเพื่อเปิดภาคเรียนใหม่ ในขณะเดียวกันเหล่าบรรรดาผู้ปกครองก็ต่างเตรียมจัดสรรและกันเงินส่วนหนึ่งสำหรับภาระค่าใช้จ่ายในการศึกษาของบุตรหลาน โดยในช่วงเปิดเทอมปีนี้ บรรดาผู้ปกครองยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันกับภาวะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากภาวะค่าครองชีพสูง และค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษาของบุตรที่เพิ่มขึ้น โดยภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีทิศทางราคาปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังจากช่วงที่เกิดวิกฤตมหาอุทกภัย ประกอบกับทิศทางขาขึ้นของราคาน้ำมันและพลังงานเชื้อเพลิงต่างๆ ยิ่งผลักดันให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้า รวมทั้งราคาจำหน่ายปรับตัวเพิ่มตามไปด้วย ทั้งนี้ ส่งผลให้ภายในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2011/09/kbank_logo1-300x202.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-757" title="kbank_logo1-300x202" src="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2011/09/kbank_logo1-300x202.jpg" alt="" width="300" height="202" /></a></p>
<p>&nbsp;</p>
<p>เปิดเทอมปีมังกร: ภาวะค่าครองชีพสูง….ผู้ปกครองชะลอกำลังซื้อหันมาคิดก่อนจับจ่าย<br />
ในช่วงเทศกาลเปิดเทอม นับว่าเป็นช่วงเวลาที่บรรดาผู้ปกครองต่างเตรียมค่าใช้จ่ายสำหรับการเปิดภาคเรียนใหม่ของบุตร ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในกรุงเทพฯ ช่วงเทศกาลเปิดเทอมปี 2555 จะมีมูลค่าประมาณ 22,500 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 6 จากปีก่อนหน้า โดยในช่วงเปิดเทอมปีนี้ ผู้ปกครองจะมีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ปกครองที่มีบุตรศึกษาอยู่ในโรงเรียนเอกชน จะมีค่าเล่าเรียนที่ปรับราคาเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5-15 หากเทียบกับปีการศึกษาก่อนหน้า ทั้งนี้ แม้ว่าค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเครื่องแบบนักเรียน และอุปกรณ์การเรียนบางส่วน จะยังคงไม่ปรับราคาขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ แต่ผู้ปกครองยังคงต้องเผชิญกับภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตามการปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและราคาพลังงาน ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้ปกครองมีแนวโน้มชะลอลง และมีความระมัดระวังในการจับจ่ายสินค้ามากขึ้น โดยกลุ่มผู้ปกครองส่วนใหญ่มีการวางแผนก่อนการซื้อสินค้า ปรับลดการใช้จ่าย รวมทั้งชะลอการใช้จ่ายในสิ่งที่ยังไม่จำเป็นออกไป<br />
เปิดเทอมปี’55…..ผู้ปกครองหวั่นภาระค่าครองชีพ และค่าเล่าเรียนพุ่ง<br />
ในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปี เป็นช่วงที่นักเรียนต่างเตรียมตัวเพื่อเปิดภาคเรียนใหม่ ในขณะเดียวกันเหล่าบรรรดาผู้ปกครองก็ต่างเตรียมจัดสรรและกันเงินส่วนหนึ่งสำหรับภาระค่าใช้จ่ายในการศึกษาของบุตรหลาน โดยในช่วงเปิดเทอมปีนี้ บรรดาผู้ปกครองยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันกับภาวะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากภาวะค่าครองชีพสูง และค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษาของบุตรที่เพิ่มขึ้น<br />
โดยภาวะค่าครองชีพที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีทิศทางราคาปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังจากช่วงที่เกิดวิกฤตมหาอุทกภัย ประกอบกับทิศทางขาขึ้นของราคาน้ำมันและพลังงานเชื้อเพลิงต่างๆ ยิ่งผลักดันให้ต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้า รวมทั้งราคาจำหน่ายปรับตัวเพิ่มตามไปด้วย ทั้งนี้ ส่งผลให้ภายในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.47 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า</p>
<p>สำหรับภาระค่าใช้จ่ายทางด้านการศึกษาของบุตรในปีนี้ คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในส่วนของค่าเล่าเรียน ค่าเรียนเสริมทักษะและเรียนกวดวิชาต่างๆ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในกรุงเทพฯ ช่วงเทศกาลเปิดเทอมปี 2555 จะมีมูลค่าประมาณ 22,500 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 6 จากปีก่อนหน้า โดยค่าใช้จ่ายดังกล่าวจำแนกเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้<br />
 ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ยังคงเป็นค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษาที่จ่ายให้กับทางโรงเรียน (ประมาณร้อยละ 33.3) แม้ว่าทางภาครัฐ จะมีการดำเนินนโยบายเรียนฟรี 15 ปี รวมทั้งการอุดหนุนค่าเครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียนและหนังสือเรียน แต่การดำเนินนโยบายดังกล่าว สามารถช่วยบรรเทาภาระของผู้ปกครองบางส่วนเท่านั้น อีกทั้งค่าเล่าเรียนที่ทางรัฐบาลสนับสนุนจะครอบคลุมเฉพาะโรงเรียนในสังกัดของรัฐบาล สำหรับกลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ภายในโรงเรียนเอกชน นอกจากยังคงต้องมีภาระค่าเล่าเรียนที่สูงกว่าโรงเรียนรัฐบาล และค่าเล่าเรียนในโรงเรียนเอกชนปีนี้ ปรับเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 1,000 บาท สำหรับระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา (หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5-10) และประมาณ 5,000-6,000 บาท สำหรับระดับอุดมศึกษา (หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10-15) โดยการปรับขึ้นของค่าเล่าเรียนส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่สถานศึกษาวางแผนเพื่อรองรับกับค่าใช้จ่ายในส่วนของเงินเดือนอาจารย์ และบุคลากรที่จะเพิ่มขึ้น จากการปรับขึ้นเงินเดือนอาจารย์ระดับปริญญาตรีตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2555 และค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทสำหรับพนักงานตั้งแต่เดือนเมษายน 2555<br />
 ค่าเรียนกวดวิชา และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น การซื้อคอมพิวเตอร์ กลายเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญอีกส่วนหนึ่งสำหรับการศึกษาของบุตร (ประมาณร้อยละ 29.3) เนื่องจาก ปัจจุบันภาวะการแข่งขันทางการศึกษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้ผู้ปกครองและนักเรียนบางกลุ่มต่างมีความเชื่อว่าการเรียนกวดวิชาเพิ่มเติม จะสามารถช่วยเพิ่มพูนความรู้ และทักษะในการทำข้อสอบมากขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการสอบแข่งขันเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาตามที่ตนเองคาดหวังเอาไว้ จึงทำให้มีผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยเต็มใจที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ โดยเฉลี่ยอัตราค่าเรียนพิเศษจะคิดเป็นรายวิชา เฉลี่ยวิชาละ 2,500-3,000 บาทสำหรับเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา และมีอัตราค่ากวดวิชาจะเพิ่มขึ้นเป็นวิชาละ 3,000-5,500 บาทสำหรับเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษา<br />
 ค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (ประมาณร้อยละ 19.6) เช่น ค่ากิจกรรมต่างๆ ภายในโรงเรียน (ค่ากิจกรรมวิชาการ กิจกรรมทัศนศึกษา การให้บริการสารสนเทศ) รวมทั้งค่าเรียนเสริมทักษะต่างๆ (ทักษะทางด้านดนตรี วาดภาพ ว่ายน้ำ คอมพิวเตอร์และภาษาต่างประเทศ) ซึ่งผู้ปกครองจะมีภาระในส่วนนี้โดยเฉลี่ยประมาณเดือนละ 1,500-2,000 บาท ทั้งนี้ ในส่วนของการเรียนเสริมทักษะ เพิ่มเติมนอกเหนือจากการเรียนในชั้นเรียน ผู้ปกครองส่วนใหญ่ให้ความสำคัญและเลือกที่จะส่งเสริมให้ลูกได้มีกิจกรรมยามวางตามที่มีความสนใจ โดยผู้ปกครองส่วนใหญ่เห็นว่าการทำกิจกรรมเพื่อเสริมทักษะ นอกจากจะเป็นการส่งเสริมให้ลูกใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ยังเป็นการฝึกสมาธิ และช่วยให้ลูกผ่อนคลายจากความเครียดจากการเรียน<br />
 ค่าใช้จ่ายในส่วนเครื่องแบบนักเรียน หนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียน (ประมาณร้อยละ 17.8) โดยภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะมีการปรับเพิ่มขึ้นไม่มากนัก เนื่องจาก ภาครัฐได้มีการให้เงินอุดหนุนสำหรับค่าใช้จ่ายในส่วนของเครื่องแบบนักเรียน หนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียนแก่เด็กนักเรียน โดยจะทำการอุดหนุนในรูปแบบของการจ่ายเงินสมทบ ประกอบกับภาวะการแข่งขันในตลาดในกลุ่มสินค้าเครื่องแบบนักเรียน และเครื่องเขียนมีการแข่งขันค่อนข้างสูงในช่วงระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งทำให้ยากต่อการที่ผู้ประกอบการจะปรับเพิ่มราคาจำหน่าย นอกจากนี้ ทางหน่วยงานภาครัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์ ได้มีการเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าเครื่องแบบนักเรียน และอุปกรณ์การเรียนต่างๆ อย่างใกล้ชิดในช่วงเวลาดังกล่าว<br />
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าค่าใช้จ่ายในส่วนของเครื่องแบบนักเรียน หนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียนจะได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐ แต่เงินสมทบที่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองได้บางส่วน เนื่องจากจำนวนเงินสมทบยังคงมีภายใต้วงเงินที่จำกัด ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่เพียงพอต่อการซื้อเครื่องแบบและอุปกรณ์การเรียนเพียงบางส่วนเท่านั้น ประกอบกับขั้นตอนในการขอรับเงินสมทบดังกล่าว ผู้ปกครองจำเป็นต้องสำรองจ่ายเงินล่วงหน้าไปก่อน และนำใบเสร็จในการซื้อสินค้าไปเบิกคืนได้ในภายหลัง ทำให้ผู้ปกครองยังคงต้องเตรียมจัดสรรเงินค่าใช้จ่ายในส่วนดังกล่าวอยู่เช่นเดิม<br />
ช่วงเปิดเทอมปี’55&#8230;&#8230;.ผู้ปกครองวางแผนการจับจ่าย ยึดหลักคิดก่อนซื้อ</p>
<p>สำหรับการจัดสรรเงินสำหรับค่าใช้จ่ายทางการศึกษาบุตรในปีนี้ ภายใต้แรงกดดันจากภาวะค่า<br />
ครองชีพสูง และแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนบุตร ส่งผลการจับจ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอมปีนี้ มีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น โดยมีการวางแผนการใช้จ่าย และการจัดลำดับความสำคัญของค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นภายในช่วง 1-2 เดือนนี้ ทั้งนี้ สำหรับในเรื่องของการศึกษาบุตร ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังคงให้ความสำคัญและจัดให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นสำหรับครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าเล่าเรียน ค่าเรียนกวดวิชาและเสริมทักษะต่างๆ โดยผู้ปกครองยังคงจัดสรรเงินสำหรับภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ และเลือกที่จะลดค่าใช้จ่ายในส่วนที่มีความสำคัญน้อยกว่า และไม่กระทบต่อการเรียนของบุตรหลาน เช่น การซื้อเครื่องแบบนักเรียน และอุปกรณ์การเรียน อีกทั้งยังรวมไปถึง การลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของครอบครัวที่มีความสำคัญในลำดับรองลงมา เช่น การท่องเที่ยว และการซื้อสินค้าต่างๆ รวมทั้งการเลี้ยงสังสรรค์<br />
โดยแนวทางในการลดค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมของผู้ปกครอง มีดังนี้<br />
 การลดค่าใช้จ่ายในส่วนของเครื่องแบบนักเรียน และอุปกรณ์การเรียนต่างๆ แม้ว่าผู้ประกอบการที่จำหน่ายเครื่องแบบนักเรียน และอุปกรณ์การเรียนต่างๆ จะยังคงไม่มีการปรับขึ้นราคาจำหน่าย แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็จำเป็นต้องลดภาระการใช้จ่ายในส่วนนี้ ทั้งนี้ ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะวางแผนการจับจ่าย โดยจะดูจากขนาดและสภาพของเครื่องแบบนักเรียน และอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ของบุตร หากเครื่องแบบและอุปกรณ์การเรียนเก่ายังคงมีสภาพที่สามารถใส่ได้ ไม่ชำรุดและไม่มีขนาดเล็กจนเกินไป ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็ยังคงเลือกจะใช้งานต่อไป อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นต้องซื้อเครื่องแบบนักเรียน และอุปกรณ์การเรียนใหม่ ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะหันไปเลือกซื้อจากแหล่งที่มีการจัดรายการโปรโมชั่นลดราคาในกลุ่มสินค้า Back to School ซึ่งนับว่าเป็นแนวทางในการทำตลาดทางหนึ่ง ที่ผู้ประกอบการค้าปลีกนิยมมาก ทั้งในร้านค้าปลีกที่เป็นตัวแทนจำหน่าย ห้างสรรพสินค้า ตลอดจน ดิสเคาน์สโตร์ต่างๆ<br />
 การลดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของครอบครัว โดยอาจเลือกลดในส่วนของการใช้จ่ายที่ไม่ใช่สิ่งสำคัญและ ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนออกไป ภายในช่วงก่อนเปิดเทอม เช่น ค่าใช้จ่ายสำหรับกิจกรรมสันทนาการต่างๆ ของคนในครอบครัว (การท่องเที่ยว การซื้อเสื้อผ้าและสินค้าต่างๆ การทานอาหารนอกบ้าน รวมถึงการร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ) โดยอาจเลือกทำกิจกรรมอื่นที่มีค่าใช้จ่ายน้อยลง หรือใช้เวลาว่างทำกิจกรรมภายในบ้านเพื่อลดภาระการใช้จ่ายของครอบครัวลง<br />
โดยสรุป ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรนับว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นของครอบครัว โดยภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองที่จ่ายให้แก่บุตรหลานเพื่อการศึกษามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากค่าธรรมเนียมทางการศึกษาที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น รวมทั้ง ค่าใช้จ่ายในส่วนของกิจกรรมการศึกษา และการเรียนเสริมทักษะภายนอกชั้นเรียน ที่มีความหลากหลายเพิ่มมากขึ้น ทำให้บรรดาผู้ปกครองต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในกรุงเทพฯ ช่วงเทศกาลเปิดเทอมปี 2555 จะมีมูลค่าประมาณ 22,500 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 6 จากปีก่อนหน้า ทั้งนี้ การจับจ่ายของผู้ปกครองในช่วงก่อนเปิดเทอม ภายใต้แรงกดดันจากภาวะค่าใช้จ่ายต่างๆ อาจทำให้ผู้ปกครองส่วนใหญ่วางแผนในการเลือกซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็น เพื่อจัดสรรเงินสำหรับค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของบุตรโดยตรง เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าเรียนกวดวิชา และค่าเรียนเสริมทักษะ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ต่างเห็นว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สำคัญ โดยการลดภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในช่วงเปิดเทอม ผู้ปกครองอาจลดการใช้จ่ายในส่วนที่คิดว่าจะสามารถลดลงได้ และไม่กระทบต่อการศึกษาของบุตรมากนัก หรือมีความสำคัญในลำดับรองลงมา เช่น ค่าใช้จ่ายสำหรับการซื้อเครื่องแบบนักเรียน อุปกรณ์การเรียน ที่จะคำนึงถึงความประหยัด รวมทั้ง อาจจำเป็นต้องลดค่าใช้จ่ายสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ของครอบครัว เช่น การท่องเที่ยว การซื้อสินค้า และการสังสรรค์<br />
อย่างไรก็ตาม แม้ภาครัฐจะมีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี และอุดหนุนค่าใช้จ่ายสำหรับเครื่องแบบนักเรียน หนังสือและอุปกรณ์การเรียนต่างๆ แต่ค่าเล่าเรียนที่รัฐบาลสนับสนุนนั้น ครอบคลุมนักเรียนที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนสังกัดภาครัฐ ประกอบกับค่าเครื่องแบบนักเรียน หนังสือและอุปกรณ์การเรียน ก็ยังคงให้การอุดหนุนในวงเงินที่จำกัด และช่วยลดภาระของผู้ปกครองได้เพียงบางส่วนเท่านั้น<br />
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าผู้ปกครองในยุคปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับการส่งบุตรหลานไปเรียนกวดวิชามากขึ้น ทำให้มีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ค่อนข้างสูง ดังนั้น แนวทางในการลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองสำหรับการศึกษาของบุตรหลานในระยะยาว ทางภาครัฐและสถาบันการศึกษาต่างๆ ควรเร่งปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา พัฒนาการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ภายในชั้นเรียนได้มากที่สุด เพื่อลดการพึ่งพิงการเรียนพิเศษจากโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่ผู้ปกครองต้องแบกรับได้ อีกทั้ง ทางภาครัฐและสถาบันการศึกษาต่างๆ ควรพัฒนาหลักสูตรและวิชา เพื่อพัฒนาทักษะของนักเรียน ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมกับอนาคตภายหลังจากที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2015 ระบบการศึกษาของไทยจำเป็นต้องมีการพัฒนาหลักสูตรการศึกษา และการเตรียมความพร้อมของบุคลากรในสถาบันการศึกษาต่างๆ ให้สามารถผลิตคนที่มีคุณภาพสูง เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนได้ ขณะเดียวกัน การเปิดประตูสู่ AEC ก็อาจเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำหรับธุรกิจการศึกษาของไทย ซึ่งด้วยศักยภาพของสถาบันการศึกษาชั้นนำบางแห่ง ที่มีคุณภาพในระดับสากลอาจเป็นโอกาสให้ประเทศไทยสามารถกลายเป็นศูนย์การทางการศึกษาของภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคต</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaibiznews.net/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%a3-%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b9%88%e0%b8%b2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กสิกรไทยเชื่อมเออีซีจับมือแบงก์พม่า เปิดบริการโอนเงินไปพม่าสำหรับแรงงานพม่าในไทยเป็นเจ้าแรก</title>
		<link>http://thaibiznews.net/%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://thaibiznews.net/%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 May 2012 09:01:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธนาคาร การเงิน ลงทุน หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaibiznews.net/?p=1892</guid>
		<description><![CDATA[กสิกรไทย ปูทางเชื่อมเออีซีสมบูรณ์แบบรองรับการเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงาน จับมือเอจีดีแบงก์ของพม่าเปิดบริการโอนเงินไทย-พม่า ให้แรงงานชาวพม่าในประเทศไทยโอนเงินอย่างมั่นใจผ่านธนาคารเป็นครั้งแรก ตั้งเป้าให้บริการแก่แรงงานกว่า 1.6 ล้านคนในประเทศไทย &#160; นายสมเกียรติ ศิริชาติไชย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากการที่ธนาคารกสิกรไทย มีนโยบายสร้างเครือข่ายการให้บริการทางการเงินที่สมบูรณ์แบบเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โดยได้มีการจับมือเป็นพันธมิตรกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศอาเซียนและเอเซียหลายประเทศ ล่าสุด ธนาคารฯ ได้ร่วมมือกับธนาคาร Asia Green Development Bank Ltd. หรือ เอจีดีแบงก์ ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารชั้นนำของประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (พม่า) เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงานระหว่างชาติอาเซียนที่จะเปิดเสรีมากขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงแรกธนาคารกสิกรไทย และเอจีดีแบงก์ จะเปิดให้บริการ “โอนเงินไปประเทศพม่า” ผ่านช่องทางต่าง ๆ ธนาคารกสิกรไทย อาทิ เคเอทีเอ็ม (K-ATM) โดยสามารถโอนเงินได้สูงสุด 90,000 บาท หรือ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน และสามารถรับเงินได้ภายใน 1 วันที่เอจีดีแบงก์ในประเทศพม่า โดยจะเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2555 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2012/05/PICTURE-KBank+AGD.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1893" title="PICTURE KBank+AGD" src="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2012/05/PICTURE-KBank+AGD-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a></p>
<p>กสิกรไทย ปูทางเชื่อมเออีซีสมบูรณ์แบบรองรับการเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงาน จับมือเอจีดีแบงก์ของพม่าเปิดบริการโอนเงินไทย-พม่า ให้แรงงานชาวพม่าในประเทศไทยโอนเงินอย่างมั่นใจผ่านธนาคารเป็นครั้งแรก ตั้งเป้าให้บริการแก่แรงงานกว่า 1.6 ล้านคนในประเทศไทย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นายสมเกียรติ ศิริชาติไชย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากการที่ธนาคารกสิกรไทย มีนโยบายสร้างเครือข่ายการให้บริการทางการเงินที่สมบูรณ์แบบเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 โดยได้มีการจับมือเป็นพันธมิตรกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศอาเซียนและเอเซียหลายประเทศ ล่าสุด ธนาคารฯ ได้ร่วมมือกับธนาคาร Asia Green Development Bank Ltd. หรือ เอจีดีแบงก์ ซึ่งเป็นหนึ่งในธนาคารชั้นนำของประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (พม่า) เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงานระหว่างชาติอาเซียนที่จะเปิดเสรีมากขึ้น</p>
<p>ทั้งนี้ ในช่วงแรกธนาคารกสิกรไทย และเอจีดีแบงก์ จะเปิดให้บริการ “โอนเงินไปประเทศพม่า” ผ่านช่องทางต่าง ๆ ธนาคารกสิกรไทย อาทิ เคเอทีเอ็ม (K-ATM) โดยสามารถโอนเงินได้สูงสุด 90,000 บาท หรือ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน และสามารถรับเงินได้ภายใน 1 วันที่เอจีดีแบงก์ในประเทศพม่า โดยจะเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2555 ผ่านเคาน์เตอร์สาขาธนาคารกสิกรไทย และเครื่องเอทีเอ็ม (K-ATM) นำร่องใน 11 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร นนทบุรี ปทุมธานี เชียงใหม่ ชลบุรี ระยอง สุราษฎร์ธานี สงขลา และภูเก็ต</p>
<p>ความร่วมมือของธนาคารกสิกรไทยและเอจีดีแบงก์ในการให้บริการโอนเงินไปประเทศพม่ารับเงินได้ภายใน 1 วันครั้งนี้ จะช่วยให้แรงงานพม่าในไทยสามารถโอนเงินระหว่างสองประเทศได้อย่างมั่นใจเป็นครั้งแรกผ่านธนาคารซึ่งสามารถรับประกันเรื่องเวลาและเงินที่จะได้รับได้</p>
<p>ปัจจุบัน ไทยเป็นผู้ลงทุนในประเทศพม่ารายใหญ่ที่สุดของอาเซียน และมีมูลค่าการค้าชายแดนสูงสุด ในขณะที่แรงงานพม่าที่เข้ามาทำงานในไทยก็เป็นหนึ่งในพลังสำคัญของภาคแรงงานที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในไทย เนื่องจากไทยยังขาดแคลนแรงงานอีกมาก โดยคาดว่ามีแรงงานชาวพม่าเข้ามาทำงานในไทย ณ มกราคม 2555 ประมาณกว่า 3 ล้านคน เป็นแรงงานที่ถูกกฎหมายประมาณ 1.6 ล้านคน ซึ่งแรงงานชาวพม่าเมื่อทำงานระยะหนึ่งก็จะส่งเงินกลับให้ญาติที่อยู่ในประเทศพม่า แต่ยังมีข้อจำกัดทางด้านการส่งเงิน ซึ่งต้องพึ่งพาคนกลางนำเงินไปมอบให้กับทางญาติโดยตรง จึงมักเกิดปัญหาการสูญหาย หรือคนกลางที่ถือเงินอยู่ก็มักถูกปล้น ดังนั้นการให้บริการโอนเงินไปประเทศพม่าของธนาคารกสิกรไทย จะสามารถตอบสนองความต้องการในจุดนี้ได้ โดยเฉพาะการมีเครื่องเอทีเอ็มภาษาพม่าที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำธุรกรรมมากขึ้น ทั้งนี้ธนาคารฯ คาดว่าจะมีชาวพม่าใช้บริการโอนเงินกลับประเทศพม่ากับธนาคารประมาณ 5 แสนคน หรือประมาณ 30 % ของแรงงานชาวพม่าที่ทำงานถูกต้องตามกฎหมาย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>นายสมเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนั้นธนาคารกสิกรไทย ยังอยู่ในระหว่างการขออนุญาตธนาคารกลางแห่งประเทศพม่า เปิดสำนักงานตัวแทน ซึ่งคาดว่าจะได้รับใบอนุญาตและสามารถเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการได้ภายในตุลาคมปีนี้ เพื่อรองรับการให้บริการพร้อมคำแนะนำการทำธุรกิจและธุรกรรมตามชายแดนไทยและพม่า ในด้านการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ ตลอดจนการให้บริการจับคู่ธุรกิจระหว่างประเทศ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สำหรับ ธนาคาร Asia Green Development Bank Ltd. หรือ เอจีดีแบงก์ ถือเป็นหนึ่งใน 19 ธนาคารพาณิชย์ในประเทศพม่าและเป็น 1 ใน 4 ของธนาคารที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารกลางแห่งประเทศพม่าให้ทำธุรกรรมการโอนเงินแรงงานพม่าที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย สิงคโปร์ และมาเลเชีย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaibiznews.net/%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แนะนำเครื่องดื่มคลายร้อนสำหรับท่านนักกอล์ฟ</title>
		<link>http://thaibiznews.net/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://thaibiznews.net/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 May 2012 08:20:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[Press Release]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaibiznews.net/?p=1889</guid>
		<description><![CDATA[น้ำสมุนไพรคลายร้อน ช่วงนี้ออกไปไหนใครๆก็บ่นเรื่องอากาศร้อน ซึ่งอุณหภูมิก็ดูเหมือนร้อนทำสถิติขึ้นทุกปี สังเกตุได้จากการใช้ไฟฟ้า ซึ่งทุบสถิติกันขึ้นไปเรื่อยๆสำหรับ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือ แม้แต่นักกอล์ฟเองก็ตามควรระวังหรือหลีกเลี่ยงในช่วงที่อากาศร้อนจัด เพราะอาจทำให้ไม่สบาย หรืออาจถึงแก่ชีวิตได้ อากาศร้อนขนาดนี้เราลองมาดูน้ำสมุนไพรใกล้ตัวที่สามารถช่วยคลายร้อนกัน 1.น้ำใบบัวบก สรรพคุณ แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า แก้ร้อนใน กระหายน้ำแก้ฟกช้ำดำดขียว บำรุงสมองและหัวใจ และยังอุดมด้วยวิตามินเอ , บี 1 และแคลเซี่ยม 2.น้ำแตงโม สรรพคุณ บรรเทาอาการไข้ คอแห้ง แก้กระหายคลายร้อนได้ดี สร้างความสดชื่นให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี 3.น้ำใบเตย สรรพคุณช่วยลดการกระหายน้ำ ดับพิษไข้ แก้อ่อนเพลีย และใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ 4.น้ำเก็กฮวย สรรพคุณดับพิษร้อน แก้ร้อนใน บำรุงตับ แถมยังช่วยระบายและย่อยอาหาร และสารสีเหลืองของดอกเก็กฮวยจะช่วยบำรุงสายตาอีกด้วย 5.น้ำกระเจี๊ยบ สรรพคุณแก้กระหายน้ำ สร้างความสดชื่น ช่วยขับปัสสาวะ และลดความดันโลหิต ล้างไขมันในเลือดและยังเป็นยาระบายอ่อนๆ 6.น้ำว่านหางจระเข้ สรรพคุณช่วยบำรุงสุขภาพ ดับพิษร้อน แก้ท้องผูกได้ และยังทำให้ผิวพรรณผุดผ่อง 7.น้ำว่านกาบหอย สรรพคุณแก้ร้อนในกระหายน้ำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2012/05/drink_1.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1890" title="drink_1" src="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2012/05/drink_1-300x285.jpg" alt="" width="300" height="285" /></a></p>
<p>น้ำสมุนไพรคลายร้อน</p>
<p>ช่วงนี้ออกไปไหนใครๆก็บ่นเรื่องอากาศร้อน ซึ่งอุณหภูมิก็ดูเหมือนร้อนทำสถิติขึ้นทุกปี สังเกตุได้จากการใช้ไฟฟ้า ซึ่งทุบสถิติกันขึ้นไปเรื่อยๆสำหรับ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือ แม้แต่นักกอล์ฟเองก็ตามควรระวังหรือหลีกเลี่ยงในช่วงที่อากาศร้อนจัด เพราะอาจทำให้ไม่สบาย หรืออาจถึงแก่ชีวิตได้ อากาศร้อนขนาดนี้เราลองมาดูน้ำสมุนไพรใกล้ตัวที่สามารถช่วยคลายร้อนกัน</p>
<p>1.น้ำใบบัวบก สรรพคุณ แก้อ่อนเพลีย เมื่อยล้า แก้ร้อนใน กระหายน้ำแก้ฟกช้ำดำดขียว บำรุงสมองและหัวใจ และยังอุดมด้วยวิตามินเอ , บี 1 และแคลเซี่ยม</p>
<p>2.น้ำแตงโม สรรพคุณ บรรเทาอาการไข้ คอแห้ง แก้กระหายคลายร้อนได้ดี สร้างความสดชื่นให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี</p>
<p>3.น้ำใบเตย สรรพคุณช่วยลดการกระหายน้ำ ดับพิษไข้ แก้อ่อนเพลีย และใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ</p>
<p>4.น้ำเก็กฮวย สรรพคุณดับพิษร้อน แก้ร้อนใน บำรุงตับ แถมยังช่วยระบายและย่อยอาหาร และสารสีเหลืองของดอกเก็กฮวยจะช่วยบำรุงสายตาอีกด้วย</p>
<p>5.น้ำกระเจี๊ยบ สรรพคุณแก้กระหายน้ำ สร้างความสดชื่น ช่วยขับปัสสาวะ และลดความดันโลหิต ล้างไขมันในเลือดและยังเป็นยาระบายอ่อนๆ</p>
<p>6.น้ำว่านหางจระเข้ สรรพคุณช่วยบำรุงสุขภาพ ดับพิษร้อน แก้ท้องผูกได้ และยังทำให้ผิวพรรณผุดผ่อง</p>
<p>7.น้ำว่านกาบหอย สรรพคุณแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้เจต้านอนุมูลอิสระและแก้ฟกช้ำภายใน</p>
<p>เครื่องดื่มหลากหลาย คงมีที่ถูกใจคุณๆนักกอล์ฟบ้าง และหากเมื่อต้องเล่นกอล์ฟในสภาพที่แดดแรงเช่นนี้ อย่าลืมดื่มน้ำสมุนไพร เพราะจะทำให้รู้สึกสดชื่น เพิ่มความกระปรี้กระเปร่าให้กับร่างกาย และขณะที่ต้องเดินท่ามกลางแสงแดดขณะเล่นกอล์ฟ ก็อย่าลืมกางร่มและสวมหมวก ฮอนม่าเราก็มีร่มและหมวกหลากหลายดีไซน์จำหน่ายเช่นกัน หากมีเวลาขอเชิญเยี่ยมแวะไปเยี่ยมชมสินค้ารับหน้าร้อนได้ที่ฮอนม่า กอล์ฟทุกสาขา</p>
<p>*ร่ม UM 3101* ร่มกอล์ฟขนาดใหญ่ น้ำหนักเบา ความยาว 70 เซนติเมตร หนัก 520 กรัม สีขาวแดง อารมณ์สปอร์ต ผ้าร่มทำจากโพลีเอสเตอร์ ก้านทำจากไฟเบอร์กลาส และอลูมิเนียม</p>
<p>*BB5201* กระเป๋ากีฬาสีสวยสะดุดตา ขนาดL42xW16xH22cm. สำหรับเก็บของกระจุกกระจิกรับหน้าร้อนนี้ ไม่ว่าจะไปเล่นกอล์ฟ เดินชายหาด หรือว่ายน้ำคลายร้อน ก็เท่ห์สะดุดตา</p>
<div>HONMA GOLF (THAILAND)CO.,LTD.</p>
<p>HONMA GOLF<br />
1. Paragon Shop Tel : 02-129-4439/42<br />
2. All Star Shop Tel : 02-158-2863-4<br />
3. Thaniya Shop Tel : 02-231-2992<br />
E-mail : <a href="mailto:honmabkk@yahoo.com">honmabkk@yahoo.com</a><br />
<a href="http://www.honmagolf.co.jp/" rel="nofollow" target="_blank">http://www.honmagolf.co.jp</a></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaibiznews.net/%e0%b9%81%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%99%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กสิกรไทยรับรางวัล Best Bond House 5 ปีซ้อน</title>
		<link>http://thaibiznews.net/%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a5-best-bond-house-5-%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%8b/</link>
		<comments>http://thaibiznews.net/%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a5-best-bond-house-5-%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%8b/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 12 May 2012 14:52:14 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ธนาคาร การเงิน ลงทุน หุ้น]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaibiznews.net/?p=1886</guid>
		<description><![CDATA[ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานมอบรางวัลสถาบันการเงินผู้ให้บริการด้านตราสารหนี้ยอดเยี่ยม (Best Bond House) ประจำปี 2554 ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยให้แก่ธนาคารกสิกรไทยเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ในฐานะที่เป็นสถาบันการเงินที่ทำธุรกิจตราสารหนี้ครบวงจรทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง โดยมีนายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้รับรางวัล ณ โรงแรมสวิสโซเทล นายเลิศ ปาร์ค กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2012/05/BestBond2011.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1887" title="BestBond2011" src="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2012/05/BestBond2011-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a></p>
<p>ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานมอบรางวัลสถาบันการเงินผู้ให้บริการด้านตราสารหนี้ยอดเยี่ยม (Best Bond House) ประจำปี 2554 ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยให้แก่ธนาคารกสิกรไทยเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ในฐานะที่เป็นสถาบันการเงินที่ทำธุรกิจตราสารหนี้ครบวงจรทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง โดยมีนายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เป็นผู้รับรางวัล ณ โรงแรมสวิสโซเทล นายเลิศ ปาร์ค กรุงเทพฯ เมื่อเร็ว ๆ นี้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaibiznews.net/%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b4%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%a5-best-bond-house-5-%e0%b8%9b%e0%b8%b5%e0%b8%8b/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สภาฯ ผ่านมาตรา 291/13 ด้วยคะแนน 320 ต่อ 53</title>
		<link>http://thaibiznews.net/%e0%b8%aa%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%af-%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2-29113-%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://thaibiznews.net/%e0%b8%aa%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%af-%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2-29113-%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 11 May 2012 03:38:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[การเมือง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://thaibiznews.net/?p=1882</guid>
		<description><![CDATA[การอภิปรายมาตรา 291/13 มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งเวลา 00.40 น.ที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 320 ต่อ 53 เห็นชอบตามร่างของคณะกรรมาธิการที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ มาตรา 291/13 มีสาระสำคัญว่า เมื่อสภาร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วให้นำเสนอต่อประธานรัฐสภานอกจากนี้ หากประธานรัฐสภาได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา 291/11 วรรคห้าที่ต้องเสนอให้รัฐสภาวินิจฉัย ให้ประธานรัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น จากสภาร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ จากนั้นให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติภายในไม่เกิน 60 วันแต่ไม่น้อยกว่า 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญจากประธานรัฐสภา อีกทั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการออกเสียงประชามติให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันออกเสียงประชามติ ซึ่งหากเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบให้ดำเนินการตามมาตรา 291/14 ต่อไป แต่หากไม่เห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป โดยแจ้งผลการลงประชามติให้ประธานรัฐสภาทราบด้วย  จนกระทั่งเวลา 00.48 น.นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ในฐานะประธานรัฐสภา ซึ่งทำหน้าที่ประธานในการประชุมขณะนั้นได้สั่งพักการประชุม พร้อมทั้งนัดประชุมในวันที่ 11 พ.ค.เวลา 09.30 น.]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2012/05/cabinet.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1883" title="cabinet" src="http://thaibiznews.net/wp-content/uploads/2012/05/cabinet-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></a></p>
<p><span style="color: #888888;">การอภิปรายมาตรา 291/13 มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งเวลา 00.40 น.ที่ประชุมร่วมรัฐ<span style="color: #888888;">สภา</span>ได้ลงมติด้วยคะแนนเสียง 320 ต่อ 53 เห็นชอบตามร่างของคณะกรรมาธิการที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ มาตรา 291/13 มีสาระสำคัญว่า เมื่อ<span style="color: #888888;">สภา</span>ร่างรัฐธรรมนูญจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นแล้วให้นำเสนอต่อประธานรัฐ<span style="color: #888888;">สภา</span>นอกจากนี้ หากประธานรัฐ<span style="color: #888888;">สภา</span>ได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว หากเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญนั้นมิได้มีลักษณะตามมาตรา 291/11 วรรคห้าที่ต้องเสนอให้รัฐ<span style="color: #888888;">สภา</span>วินิจฉัย ให้ประธานรัฐ<span style="color: #888888;">สภา</span>ส่งร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น</span></p>
<p><span style="color: #888888;">จาก<span style="color: #888888;">สภา</span>ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการจัดให้มีการออกเสียงประชามติของประชาชนว่าจะเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้นหรือไม่ จากนั้นให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติภายในไม่เกิน 60 วันแต่ไม่น้อยกว่า 45 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างรัฐธรรมนูญจากประธานรัฐ<span style="color: #888888;">สภา</span> อีกทั้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศรับรองผลการออกเสียงประชามติให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน นับแต่วันออกเสียงประชามติ ซึ่งหากเสียงข้างมากของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบให้ดำเนินการตามมาตรา 291/14 ต่อไป แต่หากไม่เห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป โดยแจ้งผลการลงประชามติให้ประธานรัฐ<span style="color: #888888;">สภา</span>ทราบด้วย </span></p>
<p><span style="color: #888888;">จนกระทั่งเวลา 00.48 น.นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ในฐานะประธานรัฐ<span style="color: #888888;">สภา</span> ซึ่งทำหน้าที่ประธานในการประชุมขณะนั้นได้สั่งพักการประชุม พร้อมทั้งนัดประชุมในวันที่ 11 พ.ค.เวลา 09.30 น.</span></p>
<p><strong><br />
</strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://thaibiznews.net/%e0%b8%aa%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%af-%e0%b8%9c%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2-29113-%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%84%e0%b8%b0%e0%b9%81%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

